Bookmark  


มาดูหนังกัน Paradoxocracy: ประชาธิป ไทย (มีคลิป)

24 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคมนี้ 10 วันเท่านั้น ที่ Paragon Cineplex และ Esplanade รัชดาภิเษก รอบเวลา 14.00 น.และ 20.00 น.


ภาพ / ข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ศูนย์ข่าว surinnews.com



"เสื้อเหลือง อาจบอกเราแดง เสื้อแดง อาจบอก หน่อมแน้ม"หนังประชาธิป"ไทย จาก ภาสกร-เป็นเอก



การวิ่งหาคำตอบที่ว่า ประชาธิปไตยคืออะไร ? ของ 2 ผู้สร้างหนังอย่าง "เป็นเอก รัตนเรือง" และ "ภาสกร ประมูลวงศ์"

เลือกตั้งโจทย์กับระบบการปกครองไทย อันเกิดจากข้อสงสัยส่วนตน ออกแสวงหาคำตอบ เกิดเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่อง "ประชาธิป"ไทย" (Paradoxoracy)

พวกเขาค้นพบคำตอบที่มีให้เลือกมากกว่า 1 ข้อ และไม่อาจชี้ชัดคำตอบป้อนสังคมที่กำลังตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตยที่อัดอั้นมานาน

หนังเรื่องนี้จะชวนทุกคนร่วมออกเดินทางเพื่อค้นหาความหมาย และเปิดมุมมองความคิดไปพร้อมกับผู้สร้างหนังที่เป็นคนธรรมดาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ตามที่เป็นเอกบอกกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ไว้ว่า

"ความตั้งใจหลักของหนังเรื่องนี้มีอยู่ 2 อย่าง คือ เมื่อดูเสร็จแล้วต้องถกเถียงกัน และคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะได้เห็นเหตุการณ์รอบด้านทุกมุมมอง จากนักวิชาการหลายคนที่มาแสดงความคิดในประเด็นเดียวกัน แต่ขัดแย้งกัน เพราะเรื่องเรื่องนึง มีความจริงอยู่ 3-4 ชุดเสมอ"

เป็นเอกฉายภาพเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันความขัดแย้งมันกว้างมาก ถึงเราไม่เดินเข้าไปหาการเมือง การเมืองก็เดินเข้ามาเราอยู่ดี

"ทุกอย่างมีจังหวะ ตอนนี้มีหลาย ๆ อย่างเข้ามาประกอบกันพอดี ทั้งโซเชียลเน็ตเวิร์กที่แสดงความเห็นได้ โต้แย้งกันอย่างอิสระ เริ่มมีความสงสัยในระบอบอำนาจ โดยธรรมชาติแล้วคนไทยถูกล้างสมอง ถูกหล่อหลอมกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วให้สยบกับอำนาจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ปัจจุบันโครงสร้างอำนาจแบบเดิมถูกตั้งคำถามมากขึ้น เมื่อก่อนเราสามารถไหว้คนได้เหมือนกับไหว้ศาลพระภูมิเลยนะ เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว"

โครงเรื่องของหนังเรื่องนี้ เป็นเอกเลือกวางโครงสร้างโดยใช้กาลเวลา เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปฏิวัติ 2475 ไล่มาจนถึงปัจจุบัน สำรวจการเดินทางของประชาธิปไตย ซึ่งมีแลนด์มาร์กอยู่ 5-6 จุด

ตั้งแต่เหตุการณ์ปฏิวัติ 2475, กบฏบวรเดช, สงครามโลก, สวรรคตรัชกาลที่ 8, เหตุการณ์เดือนตุลาคม, พฤษภาทมิฬ จนถึงปัจจุบัน ก่อนจะตามหาผู้เชี่ยวชาญมาบอกเล่า

"มีใครบ้างที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ เราก็ไปหาเขา บางคนติดต่อไม่ได้ ต้องปล่อยไป บางคนเคยคุยกันก่อน พอจะเอากล้องไปถ่ายจริงเขาก็ไม่เอาด้วย หรือบางคนเคยคุยกันแล้วคุยแบบนึง แต่พอเอากล้องไปถ่ายจริงกลับคุยอีกแบบนึง ก็ปาเทปทิ้งไป ใช้ไม่ได้" เป็นเอกสะท้อนภาพการตามรอยประชาธิปไตยที่ขรุขระพอสมควร

ภาสกรขยายความต่อกรณีเหตุการณ์อภิวัฒน์ 2475 ที่ถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ประชาธิปไตย "มาเร็วหรือมาช้าไป" หรือ

"ชิงสุกก่อนห่ามหรือเปล่า" ปัจจุบันนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่สิ่งที่ได้คือ คนมีความรู้เพิ่มขึ้น มองได้หลายด้าน ส่วนจะเร็ว ช้า หรือกำลังดี อยู่ที่คนมอง แต่ความหวังอยู่ที่คนรุ่นหน้าได้เห็นแน่

"เด็กรุ่นนี้หวังได้บ้างไม่ได้บ้าง เราจึงต้องไปหวังกับคนรุ่นหน้าแทน ถ้าเราไม่เตรียมอะไรไว้ให้เขา ก็อย่าหวังเลยว่าเขาจะไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ ตอนนี้ที่มันสามารถเดินไปข้างหน้า เพราะสภาพสังคมชี้นำให้เป็นอย่างนั้น คนไทยชอบคิดว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องใหญ่โต หรูหรายิ่งใหญ่ระดับโลก แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย สมมติว่านั่งรถกันไป 3 คน พ่อ แม่ ลูก แม่อยากไปกินอาหารญี่ปุ่น พ่ออยากไปกินอาหารไทย ลูกอยากไปกินอาหารฝรั่งเศส ก็เอาประชาธิปไตยมาใช้ได้ สุดท้ายแล้วตัวเลือกที่ทั้ง 3 คนเลือกกันได้แล้วมันดีและลงตัวที่สุด นั่นคือประชาธิปไตย เพราะมีการเลือกและมีข้อสรุปเกิดขึ้น"

ผู้สร้างหนังทั้ง 2 คน มองเห็นพัฒนาการระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ยังเดินทางอย่างต้วมเตี้ยม แต่ก็ไม่ถึงกับหยุดนิ่ง อันเป็นผลมาจากระบบการศึกษาของไทยที่คลุมเครือ จริงครึ่งหนึ่ง มีแต่ด้านดีที่สวยงามของประเทศ ไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มเติม แต่หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้ตั้งโจทย์อะไรมาก

"หนังจะบอกให้คนลุกขึ้นมาดีเบตกัน ที่สำคัญผมไม่อยากให้คนที่ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วคิดว่า คนทำพยายามเป็นกลาง เพียงแต่มันบังเอิญมีมุมมอง มีอคติที่แตกต่างหลากหลายในหนึ่งประเด็น แต่เราพยายามจะบอกคนว่า อย่าเชื่อมุมเดียว" เป็นเอกกล่าวเพิ่มเติม

ภาสกรเสริมว่า "ถ้าเรามาดูหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ จะเห็นว่ามันถูกตัดตอนออกไปทั้งยวง พูดเรื่องประชาธิปไตยแค่ 3 ย่อหน้าเท่านั้น เพราะถ้ายังเป็นแบบนี้ เด็กจะไปเข้าใจจริง ๆ ได้ยังไง ดังนั้นประชาธิปไตยควรเป็น 1 วิชาเรียนด้วยซ้ำ"

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่มองว่าคนไทยเริ่มตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มนักวิชาการ หรือชนชั้นปกครองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สาเหตุหลักน่าจะเกิดจากสภาพโครงสร้างทางสังคม โครงสร้างอำนาจที่เปลี่ยนแปลงไป ประชาชนเริ่มมองเห็นสิทธิ์และเสียงของตนเองมากขึ้น

อีกทั้ง "การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549" เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ให้ประชาชนลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิตนเอง

"คุณมาปฏิวัติและเตะบางคนออกไปแบบนี้ พวกเขาก็จะรู้สึกว่า...อ้าว ชีวิตกำลังดีแต่กลับมาไล่คนที่ทำให้ทุกอย่างดีออกไปแบบนี้มันยอมไม่ได้ เราไม่ต้องมาพูดว่าคนคนนี้เขาดีหรือเลวนะ แต่ทำให้คนกลุ่มนี้เขารู้สึกว่า ทำแบบนี้ไม่ได้ มันผิดกติกา ตอนนี้เขารู้สึกว่าการปฏิวัติมันเกี่ยวกับเขาแล้ว ทุกอย่างมีจังหวะของมัน ความขัดแย้งทางความคิดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ บนโลกออนไลน์ ส่งผลให้เริ่มมีความสงสัยในระบอบอำนาจนิยมที่แต่ก่อนไม่เคยมีใครสงสัย จะว่าไปแล้วคนสมัยก่อนส่วนใหญ่ค่อนข้างจะชอบในเรื่องของอำนาจนิยมเสียด้วยซ้ำไป" เป็นเอกกล่าว

คู่หูประชาธิป"ไทย จึงเลือกหยิบยกความข้องใจ นำมาไขคำตอบไว้ในบทหนัง เท่าที่จะขุดขึ้นมาฉายสู่สาธารณชนได้ นอกจากต้องเซ็นเซอร์ตัวเองทั้งคนทำหนังและคนให้สัมภาษณ์ ยังมีกรรไกรจากกองเซ็นเซอร์คอยหั่นอีกชั้นหนึ่ง



"สิ่งที่เราทำได้คือ บันทึกภาพสังคม ไม่มีบท ไม่ได้กำกับการแสดง คนที่เห็นล้วนเป็นตัวจริง ไม่ได้แคสติ้ง ไม่มีบทให้ท่อง และการถูกเซ็นเซอร์แบบนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ คนดูจะรู้ว่าโดนเซ็นเซอร์ตรงไหนบ้าง คนดูจะรับรู้ว่า 2 คนนี้มันทำหนังในปี พ.ศ.นี้ เรื่องนี้พูดได้แค่นี้เหรอ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย เราก็คิดว่ามันโอเคนะ" เป็นเอกฉายภาพปัจจุบันสู่อนาคต

สำหรับเนื้อหาสารคดีที่ถูกเซ็นเซอร์ทั้ง 5 จุด เป็นส่วนที่นักวิชาการพูดเรื่องสถาบัน และฉากที่ถูกหั่นออกไปนั้นเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกภาพเหตุการณ์ของประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้สร้างหนังทั้ง 2 ต้องมองถึงกรณีเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112

คู่หูประชาธิป"ไทย บอกว่า เรื่องนี้กลุ่มนิติราษฎร์กำลังทำอยู่ แม้ข้อเสนอจะไม่สมบูรณ์แบบทุกด้าน แต่มีข้อดีอยู่หลายจุดเช่นกัน

"คนออกมาพูดว่าเรื่องนี้เป็นการล้มเจ้า ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นวาทกรรมของคนขี้เกียจมากกว่า ไม่ได้เข้าไปศึกษาจริง ๆ คนส่วนใหญ่ที่แอนตี้นิติราษฎร์ไม่เคยอ่านข้อเสนอพวกเขาด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่ามาตรา 112 คืออะไร เพื่ออะไร" เป็นเอกอธิบาย

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็น "เฮด ออฟ สเตต" จะต้องได้รับการปกป้องจากกฎหมาย ไม่ใช่ใครออกมาต่อว่ามั่ว ๆ ซั่ว ๆ และตั้งคำถามว่ากฎหมายที่มีอยู่ตอนนี้มีบทลงโทษรุนแรงเกินไปหรือไม่ เรื่องนี้จำเป็นต้องนำมาถกเถียงหาจุดร่วมที่ลงตัวด้วยกันทุกฝ่าย

"ในกรณีนี้คุณไม่สามารถบอกได้หรอกว่าชีวิตนี้จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันเลย ผมก็ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะต้องมาทำเรื่องประชาธิปไตย เมื่อก่อนผมกับมันก็แยกกันอยู่อย่างสันติ แต่พอมาถึงวันหนึ่งทำไมผมถึงมาทำ แล้วเราไม่สามารถพูดได้หมด เราจะรู้สึกเริ่มอึดอัด ในที่สุดมันก็เข้ามากระทบเราอยู่ดี"

ขณะที่ภาสกรมองว่า กฎหมายมาตราดังกล่าวคือ "ปัญหา" ต่อการเดินหน้าของระบอบประชาธิปไตย จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขตามความเหมาะสมของสภาพสังคมและช่วงเวลา และว่า ทั้งตนเองและเป็นเอกต่างก็รักและชื่นชมในหลวง เคยทำงานถวายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ด้วยความที่บทลงโทษและตัวกฎหมายไม่เข้ากับยุคสมัย จนทำให้สำนักพระราชวังถูกถ่างออกห่างจากประชาชนมากยิ่งขึ้น ไม่ใกล้ชิดเหมือนแต่เก่าก่อน

"เราไม่ได้บอกว่ากฎหมายหมิ่นห้ามมีนะ เพราะกฎหมายหมิ่นต้องมี เพียงแต่ต้องเข้ากับยุคสมัย ผมคิดว่าการแก้ 112 เป็นประตูบานหนึ่ง เพื่อที่จะเปิดทางออกให้กับหลาย ๆ ทางที่ยังตันอยู่ ความจริงมีมากกว่า 112 อีกนะ เพียงแต่ 112 คือประตู"

ก่อนที่ทั้งคู่ย้ำว่า สังคมประชาธิปไตยควรต้องเสนอได้ และถกเถียงกันได้

"ไอ้การถวิลหาสังคมสงบ อยากจะขอให้เลิกได้แล้ว มันไม่สงบหรอก สังคมที่แข็งแรงมันต้องไม่สงบ แต่มันจะไม่ฆ่ากัน ไม่ตีกัน ส่วนสังคมที่สงบ อยู่กันอย่างนิ่ง ๆ คือสังคมที่ตายแล้ว ศพสงบ ไม่เถียงใคร ไม่คิด นอนนิ่ง ๆ ซีด ๆ แต่คุณไม่ใช่ศพ ฉะนั้นอย่าไปถวิลหาความสงบในสังคม สังคมต้องเถียงกัน ต้องทะเลาะกัน ต้องเห็นไม่ตรงกัน" เป็นเอกอธิบาย

วันแรกที่นำหนังเรื่องนี้ไปฉายให้กลุ่มนักวิชาการดูพร้อมกัน หลังจากหลังจบเขาเถียงกันตลอดตั้งแต่ 3 ทุ่มยันตี 1 เพราะแต่ละคนต่างก็มีจุดยืนไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก ทำให้รู้ว่ายังขาดจุดไหนบ้าง

หลังจบโปรเจ็กต์ประชาธิป"ไทย ทั้งคู่จะยังสนุกอยู่กับการศึกษาประชาธิปไตยและเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองภายในประเทศ จึงวางแผนจะสานต่อประชาธิป"ไทย ภาค 2 เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่ยังขาดและน้อยเกินไปในภาคแรก อย่างเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และ 19 กันยายน กับประเด็นมาตรา 112

ภาสกรบอกว่า "ความจริงมีการพูดกับต้อม (เป็นเอก) เรื่องนี้คงไม่สามารถจบลงได้เพียงแค่ภาค 1-2 เท่านั้น อาจจะมีภาคอื่นตามมาอีก น่าจะทำกันทุก ๆ 3 ปี ถ้ายังมีแรงและความทะเยอทะยาน ตอนนี้กลับไปทำงานเก็บเงินมาต่อทุนทำภาคต่อไป เพราะงานชิ้นนี้ออกทุนเอง สนองความต้องการตัวเองล้วน ๆ"

"ส่วนฟีดแบ็กของหนังประชาธิป"ไทยชิ้นแรกนี้ ความจริงได้สัก 2-3 หมื่นเราก็แฮปปี้แล้วนะ ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์

บางทีหลังจากหนังฉาย เสื้อเหลืองอาจจะบอกว่าเราแดง เสื้อแดงอาจจะบอกว่าเราหน่อมแน้ม หรือเป็นพวกสลิ่มก็ได้ (หัวเราะ)" เป็นเอกปิดท้าย



 

โดย Editor - วันที่ 22/05/13 10:15 (อ่าน : 519 , ตอบ : 0)


ผู้ตอบ :  
ข้อความ :  
อารมณ์ :                          
Security Code :     
     




จำนวนครั้งการเข้าชม